ผลงานนักกีฬาคนพิการไทย ทำไมถดถอยในพาราลิมปิกเกมส์
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551
1 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน 7 เหรียญทองแดง คือ ผลงานอัน น่าภาคภูมิใจของทัพนักกีฬา คนพิการทีมชาติไทย ในมหกรรมกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ 2008 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เพิ่งจบลงไป
ก่อนอื่น ผมขออนุญาตเรียนท่านผู้อ่านก่อนว่า คอลัมน์นี้ผมเขียนในฐานะของ นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ไม่ใช่ฐานะผู้จัดการทีมคณะนักกีฬาคนพิการไทยในการแข่งขันครั้งนี้ ด้วยเห็นว่ามีหลายประเด็นที่สมควรได้รับการพัฒนา แก้ไข ซึ่งคนไทยหลายคนที่ได้ติดตามข่าวมา โดยตลอดคงจะเห็นตรงกัน และผมก็ไม่ได้มาขอความเห็นใจให้แก่นักกีฬาคนพิการ แต่อยากให้พวกเราได้เข้าใจและตระหนักถึงความจริงพื้นฐานในปัจจุบันซึ่งเกี่ยวข้องกับก้าวต่อไปของวงการกีฬาคนพิการครับ
ชนิดกีฬาที่นักกีฬาไทยคว้าเหรียญมาได้ ได้แก่ วีลแชร์ ยกน้ำหนัก และ ฟันดาบ แม้ครั้งนี้จำนวนเหรียญรวมของไทยลดลง ตกมาอยู่อันดับที่ 41 แต่นักกีฬาไทยในหลายประเภทก็ทำผลงานได้ดีขึ้น สามารถทำลายสถิติเก่าของตัวเอง ตัวอย่างเช่น ยกน้ำหนักทำได้ 6 รายการ กรีฑา 7 รายการ และว่ายน้ำ 9 รายการ แถมยังมีถึง 4 รายการ ที่เป็นการทำลายสถิติพาราลิมปิกเกมส์ ดังนั้นหากจะพูดไป ทางด้านการทำสถิตินั้น นักกีฬาไทยถือว่ามีพัฒนาการที่ดีมาก
แต่เพราะเหตุใดผลงานของนักกีฬาไทยจึงสู้เมื่อ 4 ปีที่แล้วไม่ได้??
ทำไมเรามีพัฒนาการที่ดี แต่เมื่อ เจอคู่แข่งต่างประเทศแล้ว เราสู้ไม่ ได้?? ทำไมนักกีฬาต่างชาติเขาไปไกลกว่าเรา??
ผมเชื่อว่า แต่ละสมาคมกีฬาต่างมีแผนรองรับทั้งแบบระยะสั้น กลางและยาว เพียงแต่ว่าจะได้รับการสนับสนุนและพัฒนาในระยะยาวและต่อเนื่องจากภาครัฐมากน้อยเพียงใด หน่วยงานรัฐรวมถึงสื่อไม่ควรเข้ามาให้ความสำคัญเพียงช่วงเก็บตัว 3-6 เดือน ก่อนลงสนามแข่งขัน และ/หรือให้งบอัดฉีดหลัง นักกีฬากลับจากการแข่งขัน จากนั้นก็เงียบหายไป
ปัญหาของวงการกีฬาคนพิการมีหลากหลาย ตั้งแต่การดึงคนพิการให้เข้ามาสนใจกีฬาคนพิการ การหาผู้บริหาร ผู้ฝึกสอนที่ยินดีเสียสละเข้ามาช่วยเหลือสมาคม รวมไปถึงสถานที่ อุปกรณ์ และโอกาสในการฝึกฝนและลงแข่งขัน ซึ่งท้ายสุดก็คงหนีไม่พ้นปัญหางบประมาณที่นำมาบริหารสมาคม
การแข่งขันครั้งนี้ นักกีฬาคนพิการไทยมีเวลาเก็บตัวสั้นกว่าปกติ ปัจจุบันเราไม่มีสถานที่ให้นักกีฬาฝึกซ้อมเป็นของตัวเอง ต้องไปขอแบ่งสนามกีฬาของคนปกติ ใช้ครับ
ผมว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างสถานที่เป็นเหมือน หมู่บ้านนักกีฬา ให้พวกเขา ที่พร้อมไปด้วยสนามฝึกซ้อม ที่พักอาศัย มีที่พักผ่อน สำหรับนักกีฬา ทุกประเภท ไม่ใช่กระจายไปใช้สนามกีฬาตามที่ต่างๆ อย่างว่ายน้ำไปฝึกซ้อมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต วีลแชร์ที่สนามกีฬาหัวหมาก ปิงปองที่คอนเนอร์สปรินท์ แถวดาวคะนอง (ทราบมาว่า รมว. การท่องเที่ยวและกีฬา รับทราบปัญหานี้แล้วและได้มีการเสนอสร้างที่พัก ที่ฝึกซ้อมถาวรให้ ยังไงก็ขอฝากท่าน รมว. และท่านปลัดกระทรวงด้วยครับ)
เรื่องอุปกรณ์ก็เป็นปัญหาครับ แต่ไหนแต่ไรมา ประเทศทางตะวันตกให้ความช่วยเหลือแก่เรา แต่ภายหลังเขาเห็นว่าประเทศไทยโดยรวมพัฒนามากขึ้น การช่วยเหลือในส่วนนี้ก็ลดลง ทางชมรม กีฬาต้องจัดหากันเอง ไม่ว่าจะเป็นวีลแชร์สำหรับแข่งกรีฑา บาสเกตบอล ดาบ คันธนู ซึ่งราคาชิ้นหนึ่งก็เรือนแสน ในขณะที่ นักกีฬาจากประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเรายังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาอยู่ เลยกลายเป็นว่าอุปกรณ์กีฬาของเราไม่ดีเท่าของประเทศเพื่อนบ้านไป
นอกจากนั้น เรามีนักกีฬาหลายคนที่มีฝีมือไปสู้ศึกกับต่างชาติได้ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือกไปแข่งขันในครั้งนี้ เหตุเพราะขาดคะแนนสะสม เนื่องจากการจะเข้าแข่งขันระดับพาราลิมปิกได้ นักกีฬาต้องสะสมคะแนนผ่านการ Qualified หลายรอบซึ่งจัดเป็นประจำในแต่ละปี แต่เนื่องจากบางชมรมมีงบไม่พอส่งนักกีฬาเข้าร่วม ทำให้พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
ในเรื่องการจัดจ้างบุคลากรทางการกีฬาก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เช่น นัก กายภาพบำบัด กีฬาบางประเภทต้องใช้เวลาแข่งถึงครึ่งค่อนวัน กว่าจะเข้าไปแต่ละรอบได้ ทำให้กล้ามเนื้อล้า กำลังแรงในการต่อสู้กับคู่แข่งก็ลดลง การแข่งขันที่ปักกิ่งครั้งนี้เหมือนกัน ทัพนักกีฬาไทยขาดนักกายภาพบำบัดครับ
มาถึงเรื่องการดูแลความเป็นอยู่ การให้เงินอัดฉีด นักกีฬาครับ
อย่างที่ทราบกันดีว่า นักกีฬาปกติได้รับการดูแลในเรื่องการทำมาหากินเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่ว่าจะเป็น ให้เข้ารับราชการเป็นทหาร ทำงานในภาครัฐวิสาหกิจหรือองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ ถึงช่วงฝึกซ้อม เก็บตัว ก็ยังมีเงินเดือนใช้
แต่สำหรับนักกีฬาคนพิการ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพส่วนตัว เช่น ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล เวลาต้องเก็บตัว ฝึกซ้อม และแข่งขัน ก็ทำให้ขาดรายได้หลักของพวกเขาไป ถึงแม้จะได้เบี้ยเลี้ยงก็ตามที ถือว่านี่เป็นการเสียสละอย่างใหญ่หลวง เพื่อทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ
จึงอยากขอฝากรัฐบาลพิจารณารับคนพิการที่มีผลงานให้ได้มีงานทำในองค์กร อย่าลืมว่า พวกเขาก็มีสติปัญญามันสมองเหมือนคนปกติทั่วไปครับ และอาจมีเงินบำเหน็จบำนาญให้กับนักกีฬาที่มีผลงานระดับโลก ให้ได้หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขาไปด้วยครับ
ส่วนเรื่องเงินรางวัลนั้น นักกีฬาคนพิการไม่ได้เท่ากับนักกีฬาคนปกติ แม้จะมีบริษัทเอกชนหลายแห่งเข้ามาสนับสนุนในระยะหลังก็ตามที
จริงๆ แล้วรัฐทำหน้าที่หลักในการให้เงินอัดฉีด แต่เพื่อเป็นการดึงดูดให้เอกชนเข้ามาร่วม ผมอยากฝากให้รัฐลองพิจารณาในเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive) ให้กับบริษัทที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องแก่สมาคมกีฬาที่มีผลงานระดับชาติ ให้สิทธิหักภาษีได้มากกว่าจำนวนเงินที่สนับสนุนไป เงินส่วนนี้รัฐบาลก็ไม่ได้สูญอะไรไปครับ เพราะเท่ากับลดจำนวนเงินที่รัฐบาลต้องอุดหนุนสมาคม และเงินสนับสนุนนั้นยังสามารถเข้าถึงนักกีฬาโดยตรงอีกด้วย
และการให้เงินรางวัลนั้น อยากให้มองนักกีฬาทีมชาติที่เข้าแข่งขันทุกคน แม้ไม่ได้เหรียญรางวัลติดมือกลับมา เพราะพวกเขาต่างผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนักเช่นเดียวกัน และควรรวมไปถึงโค้ชที่เสียสละมาฝึกสอนให้เหล่านักกีฬาคนพิการด้วยครับ
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็เป็นปัญหา อุปสรรคของการพัฒนาวงการกีฬาคนพิการไทยครับ และยังมีข้อควรพิจารณาอีกเล็กน้อยที่ผมอยากฝากไว้ เช่น นักกีฬาควรฝึกฝนในด้านสมาธิ เรื่องภาษา และเรื่องของการเดินทางไปเก็บตัว ณ สถานที่แข่งขันจริง เป็นต้น
ทีนี้มาในแง่ของการจัดการแข่งขัน ของเจ้าภาพกันหน่อย การเป็นเจ้าภาพ ของจีนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นศักยภาพบางอย่างของคนจีนที่มีความหมายสำคัญยิ่งครับ
โดยมีเรื่องแปลกอย่างหนึ่งด้วยครับ ผมสังเกตว่าทั้งในสนามและนอกสนาม คนจีนค่อนข้างจะเชียร์คนไทยครับ อย่างวันแรกที่นักกีฬาไทยลงแข่งได้เหรียญทองจากประเภทวีลแชร์เรซซิง 5,000 เมตร หนังสือพิมพ์ China Daily ของจีน ตีพิมพ์รูป ประวัติ วะโฮรัมย์ ขึ้นหน้าหนึ่งเลย
ท้ายสุด ขอชื่นชมกับความเสียสละของคนจีนครับ และผมก็เชื่อมั่นว่าคนไทยต่างยินดีที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวมด้วยเช่นกัน หากเรามีผู้นำนาวาที่สามารถพาเราฟันฝ่าคลื่นลมจนถึงฝั่งด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล
|